สกู๊ปแนวหน้า : เปิดงานวิจัย‘คนไร้บ้าน’ ใครบ้างเสี่ยงเป็น‘หน้าใหม่’

สกู๊ปแนวหน้า : เปิดงานวิจัย‘คนไร้บ้าน’ ใครบ้างเสี่ยงเป็น‘หน้าใหม่’

“คนไร้บ้าน (Homeless)” หรือที่เรียกว่าคนเร่ร่อนบ้างคนจรจัดบ้าง หมายถึงผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่สาธารณะดังจะเห็นได้ตามชุมชนเมืองที่จะมีคนอาศัยหลับนอนตามข้างทางเท้า ป้ายรถประจำทาง บนสะพานลอย ฯลฯ ปัญหาคนไร้บ้านนั้นมักเป็นผลสืบเนื่องมาจากวิกฤติเศรษฐกิจ เมื่อกิจการปิดตัวลง หลายคนไม่สามารถหางานใหม่ได้และไม่มีที่ไปจึงต้องมาลงเอยในสภาพนี้ รวมถึงวิกฤติครั้งล่าสุดอย่างสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ก็เช่นกัน ดังที่ มูลนิธิอิสรชน องค์กรภาคประชาสังคม (NGO) ที่ทำงานกับคนไร้บ้านย่านคลองหลอด-ถนนราชดำเนินมานานหลายปี เปิดเผยผ่านสื่อหลายสำนักเมื่อช่วงต้นเดือน พ.ค. 2564 ว่า การระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั้ง 3 ระลอก พบจำนวนผู้มารอรับบริจาคอาหารเพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะในระลอก 3 ที่ทางมูลนิธิฯ ยอมรับว่าไม่สามารถจัดหาให้ได้ทั้งหมด เพราะมีคนมารอรับเกินกว่างบประมาณที่เตรียมไว้สถานการณ์เช่นนี้นำไปสู่ความกังวลเรื่อง “คนไร้บ้านหน้าใหม่” ที่อาจเพิ่มขึ้นด้วย


อีกด้านหนึ่ง ในช่วงต้นเดือน มิ.ย. 2564 มีการเผยเพร่“รายงานฉบับสมบูรณ์ การศึกษาโอกาสในการเข้าสู่ภาวะไร้บ้านด้วยการวิจัยภาคสนาม (Field Experiment of Probability of being homelessness)” จัดทำโดย ผศ.ดร.พีระ ตั้งธรรมรักษ์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) และคณะ ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากแผนงานพัฒนาองค์ความรู้และประสานเครือข่ายเพื่อการสร้างเสริมสุขภาวะคนไร้บ้าน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) คณะผู้วิจัยเลือกกลุ่มตัวอย่างจำนวน 294 คน ในพื้นที่กรุงเทพฯ และ จ.ขอนแก่น เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีภาคีเครือข่ายทำงานด้านคนไร้บ้านอย่างเข้มแข็ง ทำให้การเก็บข้อมูลเป็นไปอย่างถูกต้องแม่นยำ โดยแบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น 2 ประเภทคือ 1.กลุ่มคนเปราะบางที่มีโอกาสเข้าสู่ภาวะไร้บ้าน
จำนวน 164 คน กับ 2.กลุ่มคนไร้บ้านหน้าใหม่ และกลุ่มคนไร้บ้านถาวร จำนวน 130 คน โดยสำหรับกลุ่มตัวอย่างประเภท “กลุ่มเปราะบาง” คัดเลือกจากเกณฑ์ 6 ข้อ ดังนี้ 1.กลุ่มอาชีพเสี่ยงที่คนไร้บ้านทำ (หรือเคยทำ) เช่น แรงงานรายวันตามโรงงาน หรืออาชีพรับจ้างทั่วไปที่รายได้ไม่แน่นอน 2.กลุ่มคนที่อยู่ในชุมชนที่เสี่ยงจะถูกไล่รื้อที่ดิน 3.รายได้ครัวเรือนหลังหักค่าเช่าบ้าน แล้วมีรายได้ครัวเรือนต่ำกว่า 6,000 บาท 4.รายได้ครัวเรือนต่ำกว่า 6,000 บาท 5.ครัวเรือนมีรายจ่ายค่าเช่าบ้านต่ำกว่า 1,000 บาท และ 6.เกณฑ์บุคคลที่มีรายได้ต่ำกว่า 3,000 บาทต่อเดือน (หมายเหตุ : ในข้อ 5 เรื่องค่าเช่าบ้านที่ใช้ตัวเลขต่ำกว่า 1,000 บาท คณะผู้วิจัยอ้างอิงตามข้อมูล “สำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ปี พ.ศ.2558” โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ณ ระดับค่าเช่า 1,000 บาท เป็นระดับค่าเช่าที่สะท้อนลักษณะบ้านเช่าที่มีลักษณะสินค้าด้อย ส่วนข้อ 6 ว่าด้วยรายได้ต่ำกว่า 3,000 บาทต่อเดือน มาจากการกำหนด เส้นความยากจนของประเทศไทย ซึ่งระบุว่าผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 2,600 บาทต่อเดือนถือเป็นคนจน จึงเพิ่มเกณฑ์ขึ้นมาเล็กน้อย อยู่ที่ 3,000 บาทดังกล่าว)


กลุ่มตัวอย่างที่เป็นกลุ่มคนเปราะบาง มีลักษณะ 1.รายได้น้อย (แต่ก็ยังมากกว่าผู้ที่กลายเป็นคนไร้บ้านไปแล้ว) มีรายได้เฉลี่ย 7,032.23 บาทต่อเดือน ในขณะที่คนไร้บ้านมีรายได้เฉลี่ย 4,778.33 บาทต่อเดือน 2.ไม่ค่อยสูบบุหรี่หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กลุ่มตัวอย่างคนเปราะบาง ร้อยละ 73.17 ไม่สูบบุหรี่ และร้อยละ 65.85 ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีเพียงร้อยละ 25.61 เท่านั้นที่สูบ และร้อยละ33.57 ที่ดื่ม 3.เห็นหวยเป็นการเสี่ยงโชคที่สำคัญ โดยมีสัดส่วนแทบไม่ต่างกัน ระหว่างกลุ่มเปราะบางที่ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล ร้อยละ 50 และกลุ่มที่ไม่ซื้อ ร้อยละ 49.39 ในส่วนของกลุ่มเปราะบาง สามารถสรุปตัวแปรมีผลต่อการเป็นคนไร้บ้านได้ อาทิ 1.ครอบครัวอบอุ่นลดความเสี่ยงเป็นคนไร้บ้าน หากกลุ่มตัวอย่างที่มีภาวะเปราะบางมีความสัมพันธ์อันดีต่อครอบครัว จะสามารถลดโอกาสในการเข้าสู่ภาวะไร้บ้านลงร้อยละ 69.8 2.การอยู่คนเดียวและการไม่มีบ้านมีผลต่อการไร้บ้าน หากกลุ่มตัวอย่างที่มีภาวะเปราะบางมีการพักอาศัยอยู่คนเดียว จะเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ภาวะไร้บ้านร้อยละ 41.44 และหากกลุ่มตัวอย่างที่มีภาวะเปราะบางมีบ้านเป็นของตนเอง จะลดโอกาสในการเข้าสู่ภาวะไร้บ้านลงร้อยละ 36.23

3.รายได้แปรผันกับโอกาสการเป็นคนไร้บ้าน หากกลุ่มตัวอย่างที่มีภาวะเปราะบางมีรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จะลดโอกาสที่จะเข้าสู่ภาวะไร้บ้านลงร้อยละ 4.81 หรือหากมีรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จะลดความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะไร้บ้านลงถึงร้อยละ 48.1 อนึ่ง คณะผู้วิจัยยังพบว่า หากกลุ่มตัวอย่างที่มีภาวะเปราะบางมีพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะสามารถลดโอกาสในการเข้าสู่ภาวะไร้บ้านลงร้อยละ 21.39 ซึ่งคาดว่าหมายถึงการที่คนคนหนึ่งสามารถซื้อหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาดื่มได้ คนคนนั้นก็น่าจะมีรายได้ในระดับเพียงพอ

4.เงินเยียวยาและสวัสดิการของรัฐมีผลต่อการลดโอกาสการเป็นคนไร้บ้าน หากกลุ่มตัวอย่างที่มีภาวะเปราะบางมีความสามารถในการเข้าถึงเงินเยียวยาโควิด-19 จะช่วยลดโอกาสที่จะเข้าสู่ภาวะไร้บ้านลงร้อยละ 36.09 หรือหากเข้าถึงเบี้ยคนชราหรือคนพิการ จะช่วยลดโอกาสในการเข้าสู่ภาวะไร้บ้านลงร้อยละ 33.96 5.ทักษะการสื่อสารช่วยลดโอกาสการเป็นคนไร้บ้าน หากกลุ่มตัวอย่างที่มีภาวะเปราะบางมีทักษะการสื่อสารที่ดี จะช่วยลดโอกาสในการไร้บ้านลงถึงร้อยละ 50.64

6.อายุมากเสี่ยงไร้บ้านมากกว่าอายุน้อย (แต่วัยแรงงานตอนปลายเสี่ยงกว่าวัยเกษียณ) ตัวแปรนี้ใช้การเปรียบเทียบกับประชากรวัยเด็กและเยาวชน (อายุไม่เกิน 20 ปี)พบว่า หากกลุ่มตัวอย่างที่มีภาวะเปราะบางมีอายุตั้งแต่ 40-59 ปี จะเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ภาวะไร้บ้านร้อยละ 78.60 ตามด้วยอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป จะเพิ่มโอกาสที่ร้อยละ 75.69 และอายุตั้งแต่ 20-39 ปี จะเพิ่มโอกาสที่ร้อยละ 70.05 และ 7.บัตรประชาชนเป็นของสำคัญ หากกลุ่มตัวอย่างที่มีภาวะเปราะบางมีสถานะทางกฎหมาย หรือมีบัตรประชาชน จะลดโอกาสในการเข้าสู่ภาวะไร้บ้านลงร้อยละ 50.56

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ยกมาเป็นตัวอย่างถึงลักษณะของกลุ่มเปราะบาง และปัจจัยที่อาจทำให้กลุ่มเปราะบางกลายเป็นคนไร้บ้าน ภายในงานวิจัยยังมีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคนที่ไร้บ้านไปแล้ว ซึ่งผู้สนใจสามารถเข้าไปดาวน์โหลดงานวิจัยฉบับเต็มได้ที่เว็บไซต์ penguinhomeless.com เลือกหัวข้อ Publication และหัวข้อ “รายงานการศึกษาโอกาสในการเข้าสู่ภาวะไร้บ้านด้วยการวิจัยภาคสนาม ฉบับสมบูรณ์” (วันที่ 3 มิ.ย. 2564)!!! (หมายเหตุ : Penguin Homeless เป็นเว็บไซต์ของแผนงานสนับสนุนองค์ความรู้เพื่อการสร้างเสริมสุขภาวะและคุณภาพชีวิตคนไร้บ้าน สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *